เปิดพิกัด “บ้านชาวไทย” 2 พื้นที่ บีทีเอส ทุ่มแสนล้าน กว่าหมื่นยูนิต ราคาเริ่มต้น 1.6 ล้านบาท
เปิดพิกัด “บ้านชาวไทย” 2 พื้นที่ บีทีเอส ทุ่มแสนล้าน กว่าหมื่นยูนิต ราคาเริ่มต้น 1.6 ล้านบาท เปิดจองแล้วใช้ระบบจับสลาก
นายคีรี กาญจนพาสน์ ประธานกรรมการ บริษัท บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า บริษัทได้เปิดตัวโครงการ “บ้านชาวไทย” ซึ่งไม่ใช่การขายคอนโดเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการพัฒนาที่อยู่อาศัยเพื่อชาวไทยอย่างแท้จริง
โดยตั้งใจทำให้ราคาถูกกว่าตลาดไม่ต่ำกว่า 25-30% และพัฒนาเป็นหมู่บ้านที่มีไปด้วย facility เพื่อให้คนทั่วไปสามารถมีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเองได้ โครงการนี้ใช้งบประมาณรวมกว่า 100,000 ล้านบาท
“งบประมาณตั้งไว้ที่ประมาณ 1 แสนล้านบาท ต้องทำให้ได้ นี่คือความตั้งใจของผม จะทำให้ดีที่สุด เพื่อความต้องการของผู้ที่อยากมีที่อยู่อาศัย“
ทั้งนี้ โครงการบ้านชาวไทย ไม่ได้จำกัดเฉพาะในกรุงเทพฯ และปริมณฑล แต่มีแผนขยายไปยังต่างจังหวัด สำหรับระยะเวลาการก่อสร้าง จะอยู่ในช่วง 2 ปี ถึง 2 ปีครึ่ง เนื่องจากมีการเตรียมความพร้อมร่วมกับผู้รับเหมาไว้เป็นอย่างดีแล้ว มี 2 โครงการ คือ
- D:CODE SRI NAKARIN
- D:CRAFT KHLONG LUANG
ปัจจุบันโครงการ “D:CODE SRI NAKARIN*” อยู่ระหว่างการขอรับใบอนุญาต และการอนุมัติที่เกี่ยวข้องตามกฎหมาย ซึ่งรวมถึงใบอนุญาตก่อสร้างอาคาร และการพิจารณาให้ความเห็นชอบ การประเมินผลกระทบและมาตรการแก้ไขผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (EIA) โดยคาดว่าจะเริ่มทยอยก่อสร้างได้ประมาณเดือนกันยายน 2569 และคาดว่าจะก่อสร้างแล้วเสร็จประมาณปลายเดือนธันวาคม 2571 ก่อนที่จะดำเนินการจดทะเบียนเป็นอาคารชุดตามกฎหมายต่อไป
ส่วนโครงการ D:CRAFT KHLONG LUANG จะเป็นโครงการในอนาคตในพื้นที่ อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี ซึ่งหากมีความคืบหน้า ทางกลุ่มบริษัทแจ้งรายละเอียดให้ทราบในโอกาสต่อไป
ขณะเดียวกัน ได้เปิดโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงโครงการ จะใช้ระบบ “จับสลาก” เพื่อมุ่งเน้นความเท่าเทียมและความโปร่งใส
ผู้ที่สนใจบ้านชาวไทย สามารถลงทะเบียนแสดงความสนใจได้ตั้งแต่วันนี้ 19 มกราคม 2569 เวลา 12.00 น. เป็นต้นไป ผ่านเว็บไซต์ www.baan-chaothai.com
อย่างไรก็ดี เฟสแรกของโครงการ จะเปิดตัวใน 2 ทำเลทอง ใช้งบก่อสร้างประมาณ 20,000-25,000 ล้านบาท พัฒนาโครงการรวมประมาณ 12,000 ยูนิต ได้แก่ พื้นที่ศรีนครินทร์ และพื้นที่ปทุมธานี
ในพื้นที่ศรีนครินทร์ ใกล้สถานีศรีเอี่ยม เชื่อมต่อโครงข่ายรถไฟฟ้าสายสีเหลือง แบ่งรูปแบบที่อยู่อาศัยออกเป็น
– 1 ห้องนอน 1 ห้องน้ำ ขนาด 30 ตารางเมตร ราคาเริ่มต้น 1.89 ล้านบาท
– 2 ห้องนอน 2 ห้องน้ำ ขนาด 45 ตารางเมตร ราคาเริ่มต้น 2.85 ล้านบาท
– 3 ห้องนอน 2 ห้องน้ำ ขนาด 60 ตารางเมตร ราคาเริ่มต้น 3.78 ล้านบาท
ส่วนพื้นที่ปทุมธานี แบ่งรูปแบบที่อยู่อาศัยออกเป็น
– 1 ห้องนอน 1 ห้องน้ำ ขนาด 30 ตารางเมตร ราคาเริ่มต้น 1.6 ล้านบาท
– 2 ห้องนอน 2 ห้องน้ำ ขนาด 45 ตารางเมตร ราคาเริ่มต้น 2.4 ล้านบาท
– 3 ห้องนอน 2 ห้องน้ำ ขนาด 60 ตารางเมตร ราคาเริ่มต้น 3.2 ล้านบาท
ต่อมา นายคีรี ให้สัมภาษณ์ว่า พื้นที่ที่อยู่ในแผนของกลุ่มบริษัทมีทั้งในกรุงเทพฯ ชลบุรี นครราชสีมา กาญจนบุรี และอีกหลายแห่ง แต่ในระยะเริ่มต้นจะโฟกัสโซนกรุงเทพฯ และพื้นที่ที่มีการเดินทางสะดวก เป็นทำเลที่มีความต้องการอยู่อาศัยจริง ไม่ใช่การพัฒนาในพื้นที่ห่างไกลเพียงเพราะราคาที่ดินถูก พร้อมเปิดกว้างสำหรับการร่วมลงทุน (Joint Venture) กับผู้ที่สนใจ หรือแม้แต่การซื้อที่ดินเพิ่มเติมหากเหมาะสม
รูปแบบของโครงการจะช่วย “เปลี่ยนคนเช่าให้กลายเป็นเจ้าของทรัพย์สินของตัวเอง” โดยผู้ที่จับได้สิทธิ์ไม่ต้องวางเงินดาวน์ ไม่ต้องจ่ายค่ามัดจำแบบการเช่า และไม่ต้องซื้อเฟอร์นิเจอร์ หรือ เครื่องใช้ไฟฟ้า เพราะโครงการจัดให้ครบทั้งหมด สามารถเข้าอยู่ได้ทันที จากนั้นจึงผ่อนกับธนาคารในลักษณะใกล้เคียงกับการจ่ายค่าเช่า
สำหรับอัตราการผ่อนชำระ จะขึ้นอยู่กับทำเลและราคาห้อง แต่ในบางโครงการ เช่น ย่านศรีนครินทร์ ห้องขนาดประมาณ 30 ตารางเมตร ราคาเริ่มต้นราว 1.6 ล้านบาท จะมีค่างวดผ่อนประมาณ 6,000–7,000 บาทต่อเดือน โดยระยะเวลาผ่อนและเงื่อนไขสินเชื่อจะเป็นไปตามการพิจารณาของธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ซึ่งให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ รวมถึงมีแนวทางช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยผ่านกระบวนการเตรียมความพร้อมด้านการเงิน
นายคีรี ยังกล่าวว่า การกลับมาลงทุนในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ครั้งนี้ ถือเป็นครั้งแรกในรอบกว่า 30 ปี หลังจากที่ผ่านมาโฟกัสด้านโครงสร้างพื้นฐานและระบบรางเป็นหลัก แต่เมื่อเห็นความท้าทายและช่องว่างด้านที่อยู่อาศัย จึงตัดสินใจเดินหน้า โดยยึดแนวคิดเดียวกับการทำรถไฟฟ้า คือเป็นโครงการที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อน แต่ให้ประโยชน์กับสังคมในระยะยาว
ส่วนด้านฐานะการเงิน นายคีรี ยืนยันว่า บริษัทมีความแข็งแกร่ง มีเงินสดระดับหลักหมื่นล้านบาท ไม่มีภาระหนี้ แม้ในช่วงกว่า 3 ปีที่ผ่านมา บริษัทไม่ได้รับชำระเงินจากกรุงเทพมหานครเป็นวงเงินกว่า 3 หมื่นล้านบาท ก็ยังสามารถเดินรถไฟฟ้าได้ตามปกติทุกวัน เพราะไม่สามารถหยุดให้บริการได้ เนื่องจากจะกระทบต่อประชาชน
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB